........... ตำนาน ตำบลกะทู้.........
กะทู้แปลว่า.....ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์
ตำบลกะทู้ได้มีการเปลี่ยนชื่อตามกาลเวลาสมัยจำนวน 4 ครั้งคือ
กราบาทู
ไล่ทู
ในทู้
และกะทู้ในปัจจุบัน
มีตำนานาเล่าว่า ในยุคสมัยหนึ่งในน่านน้ำทะเลแถวแหลมพรหมเทพ กะตะ กะรน ป่าตอง ได้มีพญานาคอยู่สองชนิด คือชาติพันธ์ที่มีดวงตาสีแดง กับ สีเขียว และทั้งสองชนิดนี้ไม่ถูกกันเสียเลย เจอตรงไหนเป็นอันว่าฟัดกันทะเลเดือด จึงสร้างความเดือดร้อนให้กับสัตว์เล็กาตว์น้อยเป็นอย่างมาก และก็รบกันมาอย่างยืดยื้อยาวนาน แต่อยู่มาวันหนึ่งพญานาคที่มีดวงตาสีแดงเกิดเพลี่ยงพล้ำ ซึ่งตัวนี้เป็นหัวหน้าฝูงเสียด้วย เกิดบาดเจ็ษจึงดำดิ่งไปหลบที่โขดหินใต้น้ำ แต่หารู้ไม่ว่าทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของปลาเต๊กเล้ง(ปลามังกร)ปลาเต๊กเล้งจึงนำเรื่องราวพญานาคมาหลบแม่เฒ่าทะเล(เต่าทะเล)ได้รับทราบ จากนั้นแม่เฒ่าทะเลจึงได้นำเรื่องราวเล่ารายงานต่อพระแม่กวนอิมให้รับทราบ จากนั้นพระแม่กวนอิมก็เสด็จมาแล้วเชิญพญานาคขึ้นมา ในเบื้องต้น พญานาควางท่าทีจะสู้กับพระแม่กวนอิม แต่พอรู้ฤทธิ์และอำนาจบารมีแล้วรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ เรียกว่ากระดูกคนละเบอร์จึงยอมเลื้อยขึ้นมาเจรจา
พระแม่กวนอิมท่านเสนอให้พญานาคที่มีดวงตาสีแดงรับข้อเสนอ คือให้ขึ้นจากทะเลแล้วเนรมิตตัวเองให้เป็นหิน โดยให้เอาด้านหัวไปวางตรงทิศตะวันตก ส่วนหางวางไปทางทิศตะวันออก
ส่วนหัวคือ แหลมพรหมเทพในปัจจุบัน
ส่วนลำตัวคือ เขานาคเกิด ในปัจจุบัน
ส่วนอวัยวะสืบพันธ์คือ น้ำตกกะทู้
ส่วนปลายหางก็ เรียงราวตามแนวเขากะทู้
เมื่อรับทราบบัญชาจากพระแม่กวนอิม พญานาคก็น้อมรับด้วยความแค้นต่อพญานาคดวงตาสีเขียวด้วยความเต็มใจ และก็ได้เนรมิตตัวเองทันที และยังมีหน้าอีกอย่างคือ
1. ห้ามไม่ให้น้ำทะเลทะลักเข้าไปในกะทู้โดยเด็ดขาด
2. ห้ามไม่ให้กลิ่นคาวจากสัตว์น้ำที่ตายจากการถอดรูปแปลงร่างระโหยเข้าไปในเขตกะทู้โดยเด็ดขาด
ถ้าหากพญานาคทำตามที่พระแม่กวนอิมบอกได้ พระแม่ก็จะไปปราบพญานาคตาสีเขียวให้หมดทั้งฝูง
และด้วยมีแรงอาฆาตเป็นทุนเดิม พญานาคที่มีดวงตาสีแดงจึงตอบตกลงทันที
ในกาลต่อมาพระแม่กวนอิมได้ออกปราบพญานาคที่มีดวงตาสีเขียวอย่างราบคาบ ทั่งหมดมี สี่ร้อยแปดสิบกว่าคู่ และทั้งหมดถูกขั้งในเกราะแก้วแล้วนำมาฝั่งไว้ที่ใต้เสาโกเต้ง(เสาธง)หน้าอ้ามกะทู้ในปัจจุบัน แต่เมื่อไรที่ถูกน้ำทะเลเกราะแก้วจะแตกออกเหล่าพญานาคก็จะออกมาสร้างความวิบัติได้ทันที ใต้เสาโกเต้งนี่จึงสำคัญมาก
เรื่องราวทั้งหมดจึงสงบเรียบร้อยลงตั้งแต่นั้นมา แล้วต่อมาเข้าสู่ยุคทหารประเทศจีนก่อกบฎเมื่อพ่ายแพ้จากการก่อกบฎจึงจัดทัพหลบหนี้มาทางทะล ลอยล่องมาขึ้นที่อ่าวฉลอง ราไวย์ รวมหลายหมื่นนาย เมื่อจอดเรือก็จัดทัพเดินเท้าเข้ามาถึงกะทู้ บริเวณหน้าสนามกอลฟ์ล๊อคปาลม์ในปัจจุบัน แล้วมาเจอคนไทยชื่อนายแย้ม นามสกุล แพรไหม คราแรกวางแผนที่จะฆ่านายแย้ม แต่ด้วยอัธยาศัยของนายเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส ฝ่ายทหารจีนมาขอไก่ นายแย้มก็ให้ ฝ่ายทหารจีนก็เอาเหล้ามาแลกจนสนิทสนมกันมีมิตรภาพที่ดีต่อกันเรื่อยมา การสื่อสารใช้ภาษามือกัน เพราะต่างฝ่ายก็พูดภาษากันและกันไม่ได้ นายแย้มเป็นคนที่มีที่ดินมากมาย นายพลที่นำกองทัพมาทางนี้คือนายพล ปักเเกกิ่ว แซ่ตัน ก็คือต้นตระกูล(ตันติวิทย์)ในปัจจุบัน และยังมีอีก 8 นายพลที่แยกตัวไปเช่นตระกูล วานิช
กลุ่มทหารจีนขุดนี้มีความสามารถในการขุดแร่ ทำเหมืองแร่ จึงขอที่นายแย้มเพื่อทำเหมืองแร่ นายแย้มก็ยกที่ให้ตามสะดวก สมัยนั้นใช้วิธีการชี้แบ่งเขต ร่องรอยบ้านนายแย้มพึงถูกทำลายไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่ด้วยชราของภาพนายแย้มได้เสียชีวิตอย่างสงบ มีบุตรชายชื่อนายยิ้ม แพรไหม เป็นคนไม่เคยยิ้มเลย พ่อจึงตั้งชื่อนายยิ้ม เมื่อรับมรดกที่ดินจำนวนมหาศาลในยุคนั้น นายยิ้มจึงเทขายให้กับชาวต่างชาติ เมื่อได้รับเงินตามตกลงกัน นายยิ้มจึงนำไปฝากที่ธนาคารกรุงไทย ในตัวเมืองภูเก็ต
ด้วยความเป็นคนไม่เคยออกไปไหนเลย จึงแบกเงินที่ใส่ในถุงปุ๋ยไปฝากกับชายหนุ่มชาวอินเดีย ซึ่งแท้ที่จริงชาวผู้นี้คือยามเฝ้าธนาคารแต่ผูกเนทไทส์ทำให้นายยิ้มเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าธนาคาร และวันนี้เป็นวันปิดธนาคารเพราะเป็นวันอาทิตย์
นายยิ้มได้แบกถุงเงินมาทิ้งที่ยามแล้วพูดเสียงขาดๆว่า... กูจะมาเอาสมุดฝากในวันจันทร์...
รุ่งอีกวันนายแย้มมาตามนัด แล้วมาถามหาสมุดฝาก คราแรกทางธนาคารเข้าใจว่านายยิ้มบ้า นายยิ้มถามหาท่านผู้จัดการ ท่านผู้จัดการก็แปลกใจจึงทำการสอบถามหา รภป. จากการสอบถามปรากฎว่า รภป ได้ซื้อตั๋วเครื่องบินๆกลับประเทศไปแล้ว
เมื่อทราบความจริงดังนี้นายยิ้มก็ศรึมเศร้า กลับบ้านก็ถูกเมียด่าต่อมาก็ล้มป่วย และก็เสียชีวิตในเวลาต่อมา
กลับมาที่กลุ่มทหาร ได้มีการวางแผนประชุมในระดับนายพลหลายรอบที่เดียว จึงลงฤกษ์ลงมือตัดไม้ยกร่างใช้กำลังพลถึงหมื่นนาย ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 3 เดือนจึงได้โรงเหมืองแร่ขนาดมหึมา และในยุคนั้นต้นไม้สมบูรณ์มากๆ และมีแมลงชนิดหนึ่งที่ทุกคนกลัวมากมีลักษณะคล้ายยุงแต่ตัวกว่ามาก มีเข็มเหมือนยุงมันจะบินชนแล้วปักเข็มทันที ใครที่โดนมันเจาะจะมีแผลดำๆเป็นวง แล้วลามเรื่อยๆ จนดำทั้งตัวแล้วก็ตายในเวลาอันรวดเร็ว (ดีที่มันสูญพันธ์ไปแล้ว)
เมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จก่อนที่จะเริ่มงานในวันพรุ่งนี้คืนนี้จึงมีการฉลองเลี้ยงอย่างสนุกสนาน ตามแบบคนที่มีความหวังและเหนื่อยหนักมานาน ดึกดื่นผ่านไปทุกคนก็ทยอยกลับเข้าที่พัก
รุ่งอรุณเบิกฟ้าเสียงอุทานเซ็งแซ่ เพราะภาพที่ปรากฎกลับตลาปัดโดยสิ้นเชิง เมื่อทหารนับหมื่นนายร่วมก่อสร้างเป็นแรมเดือนแต่กลับมาถูกทำลายภายในคืนเดียว
นายทหารที่เชี่ยวชาญการสะกดรอยก็ออกตามหาในรอบรัศมีแต่ก็ร้ายร่องรอยใดๆปรากฎผู้คนเริ่มสับสน เพราะถ้าจะเทียบในยุคนี้ก็น่าจะเท่ากับใช้รถแมคโคร สัก 10 คันในการทำลายให้ได้ระดับนี้ แต่ด้วยความหวังอันเจิดจ้ากลุ่มนายพลจึงมีมติให้ซ่อมแซมต่อเพื่อจะเปิดให้จงได้ ถึงแม้จะมีคำถามคาใจอยู่ก็ตาม
การซ่อมแซมได้ใช้เวลาอีก 1 เดือนจึงแล้วเสร็จ เมื่อถึงกำหนดเปิด โอ้อนิจจาเอ๋ยมันพังพรึบภายในคืนเดียวอีกแล้ว ครานี้มีการเช็คกำลังพลปรากฎว่ามีการสูญหายเกิดขึ้น และหนึ่งในนั้นคือคนปรุงอาหารที่หายไป มีแต่รองเท้าพลสกดรอยออกไล่ล่าในรัศมีไกล้และไกลกว่าเดิม ปรากฏว่าไร้วี่แวว จากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นายทหารเริ่มเสียขวัญบางส่วนอยากหนีกลับเมืองจีน บางส่วนหวั่นวิตกคล้ายบ้า ขลาดกลัวอย่างรุนแรง ต่อมาจึงมีการย้ายค่ายมาตั้งที่ศาลเจ้ากะทู้ในปัจจุบัน และมีการขุดคลองเพื่อป้องกันสัตว์ใหญ่หรืออะไรสักอย่างที่ลอบทำร้ายอยู่ในขณะนี้
การนัดประชุมก็เกิดขึ้น แต่วันนี้รูปแบบก็จะเป็นนั่งแบบใส้ตะเกียง การนั่งประชุมแบบนี้ว่ากันว่าใช้ในกรณีร้ายแรงเท่านั้น
ที่ประชุมมีมติให้ย้ายออกไปสร้างที่อื่น เพราะบริเวณนี้อาถรรถ์มาก เพราะไม่รู้ว่าสู้อยู่กับอะไร ไม่ปรากฏร่องรอยใดๆ คนเริ่มสูญหายบ้างแล้ว
กองทัพของนายพลปักเกกิ่ว แซ่ตัน ได้เดินทางมาทางฝากฝั่งป่าตองแต่ด้วยสภาพเส้นทางคับแคบและภูผา จึงมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก(เก็ตโฮ่)แปลว่า .....แสงสีทองยามเช้า....และก็ผ่านทุ่งหญ้ายามเช้าจึงเรียกตรงนั้นว่า....ทุ่งทอง....ในปัจจุบัน
วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อน วันต่อไปจะส่าธยายถึง ตำนานศาลเจ้าแม่ 7 ดาว ซึ่งเป็นตำนานต่อจากเรื่องนี้ไป รวมถึงควน...ลิ้มซ่าน....ครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น